น้ำนมแม่ ‘โคลอสตรัม’ ดีที่สุด

กรมอนามัย ยัน’หัวน้ำนมแม่’ดีที่สุด ชี้เหมือนวัคซีน มีสารอาหารช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย แนะช่วงเวลาทอง 9-12 ปี ดื่มนมจืด-กินอาหารเหมาะสม ออกกำลังกายทุกวัน นอนหลับเพียงพอ ส่วนสูงเพิ่มขึ้น

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลเรื่อง โคลอสตรัม หรือน้ำนมเหลืองวัวแบบผง หรือแบบอัดเม็ด ที่ระบุว่าเป็น Colostrum ธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นการสร้างโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยในการเจริญเติบโต และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านเชื้อโรค และเพิ่มความสูงมากกว่านมปกติ 100 เท่านั้น ข้อเท็จจริง น้ำนมเหลืองของวัว (Bovine colostrum) เป็นน้ำนมที่รีดได้ในช่วงระหว่าง 15 วันก่อนสัตว์ตกลูก และ 5 วันหลังจากตกลูกแล้ว เป็นน้ำนมที่มีกลิ่นแรง รสชาติขม มีสีเหลืองออกแดง และมีความเหนียวข้น ปกติทั่วไปไม่นำมาใช้บริโภคสำหรับคน แต่ใช้เลี้ยงลูกอ่อนวัวแรกเกิด ซึ่งจากงานวิจัยโคลอสตรัมของวัว ให้สรรพคุณที่เป็นไปได้คือ การเสริมสร้างภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลำไส้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู หนู ฯลฯ แต่ยังไม่ชัดเจนในมนุษย์ ส่วนที่อ้างว่ากินแล้วเด็กตัวสูงนั้น ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ
นพ.วชิระกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองให้กับทารก คือ นมแม่ ซึ่งถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกในช่วง 6 เดือนแรก เพราะมีสารอาหารสำคัญครบถ้วนมากกว่า 200 ชนิด โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า “หัวน้ำนม” ซึ่งก็คือโคลอสตรัม หรือน้ำนมเหลือง ซึ่งเป็นน้ำนมที่หลั่งออกมาในช่วง 24-36 ชั่วโมงแรกหลังการคลอดเท่านั้น ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่เสริมสร้างและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่าเด็กควรได้กินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน โดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ ย่อยง่ายและถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของทารก ซึ่งระบบการย่อยและดูดซึมอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่มากที่สุด หลังจากทารกอายุครบ 6 เดือน เมื่อระบบย่อยและดูดซึมอาหารพัฒนาได้สมบูรณ์มากขึ้นแล้ว จึงให้เริ่มกินอาหารที่เหมาะสมตามวัย เช่น กล้วยน้ำว้า ไข่แดง ข้าว ผัก ผลไม้ และยังคงให้กินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่ไปจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น เพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตได้ อย่างสมวัย

“ช่วงเวลาทอง (Golden period) ของเด็กในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Growth spurt) ของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มในช่วงอายุ 9 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 11-12 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลง จนกระทั่งถึงอายุประมาณ 16-17 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ ส่วนในเด็กชายจะเริ่มช้ากว่าประมาณ 1-2 ปี โดยจะเริ่มในช่วงอายุ 11-12 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 13-14 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 18-19 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสูง ได้แก่

การเจริญเติบโตของกระดูก โดยเฉพาะกระดูกกลุ่ม long bone และการปิดของบริเวณ Growth plate การที่เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะกระตุ้นให้มีการหลั่งของโกรทฮอร์โมน และโกรท เฟคเตอร์ (Growth factor) รวมทั้งการกระตุ้นโดยตรงต่อกระดูก อันเป็นผลทำให้มีการเพิ่มการสร้างกระดูกมากขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนดื่มนมจืด 2 แก้วทุกวัน ร่วมกับการกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ออกกำลังกายทุกวัน และนอนหลับเพียงพอ 9-11 ชั่วโมง จะทำให้เด็กมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นได้” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

ขอบคุณ สสส.